ปัจจุบันเราคงเคยได้ยินคำว่า AI (Artificial Intelligence) กันมากขึ้น ซึ่ง AI นั้นก็มีบทบาทในหลายวงการธุรกิจ ในแวดวงของยานยนต์เองก็ได้มีการนำเอาเทคโนโลยี AI เข้ามาพัฒนาระบบการขับเคลื่อนอัตโนมัติ ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีนี้ก็มีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งกับรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากทุกท่านคงพอทราบกันดีว่าการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้านั้นถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมรถยนต์ไฟฟ้าจึงมีความเหมาะสมที่ผู้ผลิตจะใส่ฟังก์ชันการขับเคลื่อนอัตโนมัติเข้าไปด้วย
โดยมีการให้คำนิยามระดับของการขับเคลื่อนอัตโนมัติ ไว้ดังนี้
1) Level 0 (No Driving Automation)
ระดับนี้ผู้ขับขี่ยังต้องควบคุมตัวรถเองทั้งหมด แม้ว่าอาจจะมีระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่ในยามฉุกเฉิน อาทิเช่น ระบบการช่วยเบรกอัตโนมัติยามฉุกเฉิน ก็ไม่จัดว่าตัวรถนั้นมีระบบการขับเคลื่อนอัตโนมัติ
2) Level 1 (Driver Assistance)
ระดับนี้จัดว่าเป็นระดับเริ่มต้นของระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ตัวรถจะมีการช่วยเหลือผู้ขับขี่เพียงระบบใดระบบหนึ่งระหว่างครั่นเร่งหรือพวงมาลัย ยกตัวอย่างเช่นระบบ Adaptive Cruise Control ที่จะมีการควบคุมความเร็วของตัวรถ รวมถึงการรักษาระยะห่างระหว่างรถคันหน้ากับตัวรถ ซึ่งระดับนี้ผู้ขับขี่ยังต้องมีสมาธิจดจ่อกับการขับขี่อยู่ตลอดเวลา
3) Level 2 (Partial Driving Automation)
ระดับนี้ตัวรถจะควบคุมคุมทั้งระบบพวงมาลัยและครันเร่ง โดยผู้ขับขี่สามารถที่จะปล่อยพวงมาลัยได้เป็นระยะเวลาสั้นๆ และสามารถที่จะเข้าควบคุมตัวรถได้เองในทุกสถานการณ์
4) Level 3 (Conditional Driving Automation)
ระดับนี้ตัวรถจะมีการตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบตัวรถอยู่ตลอดเวลา และสามารถที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนเองในบางสถานการณ์ เช่น การเร่งแซงรถยนต์ในเลนส์ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามระบบนี้ก็ยังมีความจำเป็นที่ผู้ขับขี่จะต้องเข้าควบคุมตัวรถในกรณีที่ระบบไม่สามารถตัดสินใจเองได้
ยกตัวอย่างรถยนต์ที่มีระบบ Level 3 เช่น Audi A8 เป็นต้น
5) Level 4 (High Driving Automation)
ความแตกต่างระหว่าง Level 3 และ Level 4 คือ รถยนต์ระดับ Level 4 ตัวรถจะสามารถควบคุมและรับมือกับสถานการณ์บนท้องถนนได้เอง โดยที่ผู้ขับขี่แทบจะไม่ต้องควบคุมตัวรถแล้ว แต่ตัวรถยังมีการเปิดฟังก์ชันให้ผู้ขับขี่ควบคุมตัวรถด้วยตนเองได้อยู่
ยกตัวอย่างรถ Waymo ที่จัดว่าเป็นรถในระดับ Level4 ซึ่งถูกพัฒนาโดยบริษัท Waymo LLC ที่มีบริษัทแม่อย่าง Google เป็นผู้สนับสนุน
6) Level 5 (Full Driving Automation)
ระดับนี้ผู้ขับขี่ไม่จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปในการควบคุมตัวรถ นับเป็นระดับขั้นสูงสุดของระบบการขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งภายในตัวรถไม่มีความจำเป็นต้องติดตั้งพวงมาลัยและครันเร่งแล้ว ระบบนี้รถยนต์จะสามารถพาเราไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีรถยนต์รุ่นไหนเปิดตัวที่ระดับ Level 5 นี้
สรุปภาพรวมระดับการขับเคลื่อนอัตโนมัติ
วิเคราะห์และสรุป
ปัจจุบันเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ในอนาคตอันใกล้นี้หากเราสามารถพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติได้ถึงระดับ Level 5 และตัวระบบมีความเสถียรเพียงพอ จะสามารถช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนไปได้อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงอาจจะเกิดธุรกิจใหม่ๆขึ้น เช่น การนำรถของเราไปให้บริการรับส่งคนอัตโนมัติ ก็เป็นได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
ช่องทางในการติดต่อกับทีมงาน
Line ID:@228tslca
Comentarios